วันไหนก็ตามที่เครียด

วันไหนก็ตามที่เครียดและล้าเหลือเกิน ขอแนะนำให้พาตัวเองเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตา หากมีเวลามากกว่านั้นก็อาบน้ำ แช่น้ำอุ่นๆ หรือ เย็นๆ ก็แล้วแต่ ให้สาแก่ใจจากนั้นอาจจะลองหลับตาให้สบาย ผ่อนคลายที่สุด แล้วกลับมาอยู่กับลมหายใจ ดูลมหายใจที่หน้าท้อง เอามือแตะช่วยด้วยก็ได้ หายใจตามปกติ ดูมันอย่างเดียว หายใจเข้าหนอ หายใจออกหนอ พยายามเข้าหนอ ใจเย็นๆหนอ ฝืนกิเลสหน่อยหนอ แต่จะลองทำดูหนอ ทำไปเรื่อยๆ ทำไปสบายๆ จนความคิดหลุดจากหัวความคิด (อันเป็นต้นตอของความเครียด) ก็เหมือนทาก สติเหมือนมะนาวที่ทาพอกไว้ตามมือเท้า ทากได้กลิ่นมะนาวมันจะหลุดจากมือเท้าของเราทันที เกาะอย่างไรก็ไม่อยู่ ความเครียดก็เช่นเดียวกันดูลมหายใจไปเรื่อยๆ เห็นการพองหนอ ยุบหนอของลมหายใจล้วนๆ เมื่อทำไปนานๆสักพักหนึ่ง ลมหายใจจะช้าลงและเริ่มแผ่วเบาๆๆ จนบางทีอาจเลือนหายไป มองไม่เห็นอาการไหวกระเพื่อมของลมหายใจอย่าตกใจ ดูไป กำหนดรู้ไป เมื่อลมหายใจละเอียดประณีตแล้ว สติจะแจ่มชัดขึ้นมาแทน กายใจจะเริ่มโปร่งเบา เมฆหมอกความเครียดในหัว ในกาย จะคลี่คลายขยายความเป็นความว่างเปล่า สติแจ่มชัด…..โลกหมุนช้าลง ความปีติเบิกบานผลิบานขึ้นมาท่วมทับทั้งกายทั้งใจ ความเครียดที่เราเคยคิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเราจะหายไปแท้ที่จริง ความเครียดนั้นไม่เคยมีตัวตนเลย มันแวะมาหาเราเท่านั้น ต่างแต่ว่าถ้าเราไม่มีสติ มันจะอยู่นาน แต่ถ้าเรามีสติไว้คอยป้องกัน มาแล้วมันก็ไป หายใจเบาๆนะ ลองทำดู ทำบ่อยๆ ได้ยิ่งประเสริฐเลิศล้ำนัก นี่แหละ “วิชาตัวเบา”ที่แท้จริงละผลข้างเคียงไม่เฉพาะแต่ความเครียดหาย ใจเป็นสุข ชีวิตอ่อนโยน มีสติรู้เนื้อรู้ตัวเท่านั้นนะ แต่ยังทำให้หน้าใสอ่อนกว่าวัยอีกด้วย ประการสำคัญที่สุด การคิด พูด ทำ เต็มเปี่ยมไปด้วยสติปัญญาของมันเอง ในตัวเราทุกคน มีโอเอซิสแห่งความสุขฝังตัวรอการค้นพบอยู่มาเป็นเวลานานแล้ว เมื่อไรจะลงมือขุดหาสิ่งนี้กันเสียทีไม่ต้องรอให้พร้อมที่สุดหรอก คุณนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ อยู่บนรถไฟฟ้า อยู่ท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง หรืออยู่ต่อหน้าเจ้านายที่กำลังพ่นคำหวานใส่คุณอยู่หรือแม้แต่อยู่ ต่อหน้ารูปถ่ายคนรักที่ปันใจจากเราไปเมื่อวานนี้นาทีเช่นนี้ สถานที่เช่นนี้ ไม่เป็นปัญหาต่อการภาวนาเพื่อหยุดความเครียด แล้วกลับมาตื่นรู้อย่างมีสติเลยแม้แต่น้อย หลับตา วางมือไว้หน้าตัก หรือ ทอดแขนยาวตามลำตัวอย่างสบายที่สุด ถอนหายใจเข้าออกยาวๆหนักๆ จากนั้นเริ่มดูลมหายใจที่หน้าท้องน้อยๆ ดูไป ใจเย็นๆ เห็นแต่การกระเพื่อมน้อยๆ เข้าออกๆ ช้าๆ แผ่วเบาลองทำดูนะ ความสงบเย็นจะเอิบอาบทั่วทั้งสรรพางค์กายในไม่ช้า นี่เองคือวิธีที่พระพุทธองค์ทรงโปรดปราน และทรงทำอยู่เสมอจนวาระสุดท้าย ทรงตรัสว่า “ฉันอยู่มาก็ด้วยวิธีนี้” และผู้เขียนก็อยากจะพูดว่า อาตมาก็อยู่มาด้วยวิธีนี้ เช่นเดียวกัน ความสุขที่ขึ้นต่อคนอื่นนั้น เปราะบาง แตกหักง่ายหยาบ และไม่ยั่งยืน สุขมากก็มีโอกาสพลิกเป็นทุกข์ได้มาก แต่สุขที่เกิดจากการเดินช้าเพราะหายใจอย่างมีสตินั้น ให้ความชุ่มเย็นและไม่ขึ้นต่อใครเลย นอกจากตัวเราเอง

วันไหนหากเธอรู้สึกว่า ชีวิตเดินทางมาไกลเหลือเกิน ทำไมเหนื่อยหนักถึงเพียงนี้ หากอย่างร้องไห้ก็ทำเถิด แต่เมื่อน้ำตาหมดแล้ว อย่าลืมพาตัวเองเข้าสู่โลกแห่งการตื่นรู้ด้วยการดูลมหายใจอย่างมีสติ

วิธีการนี้ดีมากนะ อยากให้มนุษยชาติทั่วทั้งโลกหายใจเป็น แล้วเราจะเป็นโอเอซิสแห่งความสุขด้วยตัวของตัวเอง

คนที่มีความสุขโดยไม่ต้องขึ้นต่อคนอื่นนั้น ไม่มีทางเลยที่จะไปแย่งชิงเอาความสุขมาจากคนอื่น เพราะความสุขนั้น ผลิบานอยู่แล้วในตัวเขาตลอดเวลา ขอให้เรากลับมาหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขในตัวเรา เสียแต่ วินาทีนี้เถิด

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: